.. .. เนื้อคู่ .. ..
พระพุทธเจ้าตรัสว่า ถ้าหากคนจะอยู่ร่วมกันได้ ทั้งในชาตินี้
และก็ไปเจอกันในชาติหน้าด้วย ด้วยความเหมาะสมกันเนี่ยหนึ่ง ต้องมี ศรัทธา เสมอกัน
สอง ต้องมี ศีล เสมอกัน
สาม ต้องมี จาคะ เสมอกัน
สี่ ต้องมี ปัญญา เสมอกันตัว ศรัทธา นี่นะค่ะ คือ ตัวที่เชื่ออะไรเหมือน ๆ กัน
ส่วนเรื่องของ ศีล ก็คือ.. เหมือนคนตัวหอมเนี่ย
ก็จะไม่อยากอยู่กับคนตัวเหม็นใช่มั้ยค่ะ
และคนตัวเหม็น ก็มักจะหมั่นไส้คนตัวหอม อะไรแบบนี้ใช่มั้ย
เพราะฉะนั้น ถ้ามีศีลเสมอกันเนี่ย มันก็หอมเหมือนกัน ก็พึงพอใจกันและกันจาคะ คือการสละออก เรื่องการสละนี่ มีนัยลึกซึ้งหลายนัยนะค่ะ
แต่พูดง่าย ๆ ว่า ถ้าสมมติว่าผัวคิดทำบุญ เมียเกิดรู้สึกต่อต่อต้าน อย่างนี้ก็อยู่ด้วยกันไม่ได้
หรือว่าผัวอยากช่วยคน เมียบอกไปช่วยทำไม อย่างนี้ก็รู้สึกจะต้องเถียงกันแล้ว
ว่า เอ๊ย เอาเงินส่วนของเรา เอาเวลาส่วนของเรา เอาไปบริจาคให้คนอื่นทำไม มันก็เถียงกัน
แต่ถ้าชอบที่จะช่วยเหลือคนเหมือน ๆ กัน มันก็เกิดกิจกรรมร่วมกันได้ แล้วก็มีความสุขร่วมกันส่วนข้อสุดท้ายคือ ปัญญา ปัญญานี่ก็มีทั้งปัญญาทางโลก และก็ทางธรรม
ถ้าปัญญาทางโลก ก็พูดง่าย ๆ ว่าใช้ภาษาเดียวกัน คุยด้วยภาษาเดียวกัน
และก็มีอัธยาศัยในการพูดคุยเรื่องทั่ว ๆ ไปเหมือนกัน
ส่วนปัญญาทางธรรม ก็หมายความว่า มีความรู้จักบุญ รู้จักบาปเหมือน ๆ กัน
เชื่อเรื่องบุญ เชื่อเรื่องบาป แล้วก็พร้อมที่จะประกอบแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์เหมือน ๆ กัน
ตรงนี้เนี่ย มันก็จะทำให้เกิดความกลมกลืนสี่ข้อนี้นะครับ ศรัทธา ศีล จาคะ แล้วก็ ปัญญา
ถ้าหากว่าเสมอกัน หรือว่าอย่างน้อย ไปในทิศทางเดียวกันแล้ว
ก็จะเกิดความกลมกลืน แล้วก็ความรู้สึกเป็นสุขที่จะได้อยู่ด้วยกัน
แต่ถ้าหากว่าสี่ข้อนี้ไม่เสมอกันแล้ว โอกาสที่จะอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข ก็ดูจะเลือนราง
ซึ่งเราก็จะเห็นจากคู่ทั่ว ๆ ไป ที่ปรากฏอยู่ทุกวันนี้แหละ
แล้วก็ในอดีตด้วย แล้วก็ในอนาคตด้วยบอกได้เลยว่า เรื่องของศรัทธา ศีล จาคะ แล้วก็ปัญญา ที่จะจูนให้เสมอกันได้
ต้องมาจากสิ่งเดียวเท่านั้นครับ คือ ”ศรัทธาในเรื่องเดียวกัน”
พระพุทธเจ้าท่านถึงขึ้นด้วยศรัทธา
ถ้าเชื่อเรื่องเดียวกันซะแล้วเนี่ย โอกาสที่จะทำอะไรสอดคล้องกลมกลืนกัน
แล้วมีความสุขอยู่ด้วยกันทั้งชีวิต ก็เป็นไปได้บางคนนะ ถึงกับบอกเลยว่า คือเขาวิเคราะห์กันมา บอกว่า
ธรรมชาติเนี่ย เหมือนกับดีไซน์ ออกแบบให้มนุษย์มาอยู่ด้วยกัน มาจับคู่กัน
แต่เสียดาย ที่ไม่ได้ออกแบบให้อยู่ด้วยกันได้
คือหมายความว่า ส่งมาแต่แรงดึงดูด ว่าจะต้องมาอยู่ด้วยกัน
แต่ว่าพอมาอยู่ด้วยกันแล้ว ไม่มีปัจจัยอะไรเกื้อกูลให้อยู่ด้วยกันได้ตลอดรอดฝั่ง
ตรงนี้เป็นเรื่องของการวิเคราะห์แต่ถ้าสมมติว่าเขาได้มาศึกษาพุทธศาสนา แล้วดูให้มันจริง ๆ จัง ๆ อย่างลึกซึ้งว่า
สิ่งที่พระพุทธเจ้าสอน เรื่องศรัทธา เรื่องศีล เรื่องจาคะ เรื่องปัญญาเนี่ยนะ
มันจะทำให้เกิดความสุข เกิดความผูกมัด เกิดความป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
ตรงนี้เนี่ย ชาติหน้านะ ไม่ต้องหาคู่เลย คือจะได้ไปเจอกันแน่นอน
อันนี้คือสิ่งที่พระพุทธเจ้ายืนยันนะ เวลาคนไปถามท่านเนี่ย
ว่าทำยังไงถึงจะได้อยู่ด้วยกันตลอดรอดฝั่ง
ทั้งในชาตินี้ และก็ได้ไปเจอกันในชาติหน้า พระพุทธเจ้าตอบแบบนี้
ซึ่งถ้าหากว่าเราดูจากความเป็นจริงนะ เราก็จะเชื่อเลยว่า
เนี่ย มันเป็นหลักการที่ถูกต้องแล้ว เพราะว่าคนเราจะมีความสุข มันต้องมีเหตุ
คนเราจะรู้สึกว่ากลมกลืนหรือว่าอยากอยู่กับใครเนี่ย
มันไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ มันต้องมีความสมเหตุสมผลอยู่
ซึ่งก็นี่ ตรงนี้ล่ะค่ะ คือคำตอบที่ชัดเจนที่สุด
เนื้อคู่
URI สำหรับ TrackBack ข้อความนี้คือ: http://loveclub.wordpress.com/2006/11/29/hello-world/trackback/

แล้วมีใครจะบอกได้ไหม หากว่า ชาตินี้ เรายึดหลักความดี ตั้งใจทำความดี เราไม่คาดหวังจะเจอเนื้อคู่ใดๆ แอบคิดไว้ว่า หากเรามีคู่ เราต้องการคนดีที่คิดเหมือนเรา แต่.. ทำไมพรหมลิขิตถึงให้เราได้เจอผู้ชายที่ทำร้ายใจเราทุกสิ่ง ด้วยหล่ะค่ะ เป็นเพราะวิบากกรรมของเราหรือไม่ .. มันทำให้เราไม่อยากรักใครอีก ไม่ใช่เพราะรักคนที่ทำให้เราเจ็บ แต่กลัว และเข็ดแล้วกับการที่จะรักใคร ทุกวันนี้ เราทุกข์ใจ ตัดใจลืมความรู้สึกเดิมๆ มันไม่หายซะที ถ้าเลือกได้ขอไม่รักใครเลยดีกว่าชาตินี้ ส่วนชายคนนั้น เขาไม่รู้สึกสำนึกอะไร เขาคิดชีวิตคือความสุข เขาได้แต่งงานไปแล้ว ชีวิตเขามีความสุข … แต่ตรงกันข้าม เรา ไม่ได้แต่งงานกับใคร เราไม่มีใครมารักจริงจัง เรายังไม่ลืมความรู้สึกแย่ๆ กับเขาไม่มีวันลืม … เหมือนเขาเข้ามาทำให้เรามีชีวิตที่แย่กว่าเดิมซะอีก .. ทุกวันนี้พยายามที่ทำงานมากๆ หลับตาปล่อยใจให้ว่าง น้ำตาร่วงบ้าง แต่มันเหมือนเจ็บลึก ไม่รู้สิค่ะ ทำไมทรมานเช่นนี้ … มีความรู้สึกว่า รักแท้ และเนื้อคู่ สำหรับเรา มันไม่มีจริงเลย..