wedding card

39779-490.jpg

(เพิ่มเติม…)

เผยแพร่ใน: on พฤษภาคม 10, 2007 at 6:49 am  ความเห็น (2)  

ฮวงจุ้ย…เสริมเลิฟ

ฮวงจุ้ย…เสริมเลิฟ 

1.     ค้นหาตำแหน่งความสัมพันธ์
มันควรจะเป็นตำแหน่งที่อยู่บริเวณตะวันตกเฉียงใต้ของห้องนอน ในมุมนี้ให้กำจัดแมกกาซีนเก่าๆ ผ้าที่ยังไม่ได้ซักกองอยู่ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่เกะกะรกรุงรัง แต่มันยังเป็นอุปสรรคชีวิตรักของคุณ ลองทำมุมนี้ให้สะอาด เป็นมุมที่คุณจุดเตาอะโรมา หยดกลิ่นวานิลาลงไป เชื่อว่ากลิ่นนี้เป็นกลิ่นที่จะช่วยเพิ่มโอกาสให้มีความใกล้ชิดกันทางกายเพิ่มมากขึ้น

2.     ตกแต่งเป็นคู่
เรากำลังพูดถึงเก้าอี้ หมอน สิ่งของอย่างตุ๊กตา เอาเทียนอะโรมาที่คุณวางไว้อย่างโดดเดี่ยวอันเดียวออกซะ แล้วเปลี่ยนเป็นเทียนหอมคู่สีชมพูที่วางไว้คนละมุมของหัวเตียง เพื่อเพิ่มความร้อนแรงให้กับคู่รักที่นอนอยู่บนเตียงระหว่างเทียน 2 เล่มนี้ สีชมพูเป็นสีแห่งความโรแมนติก หลีกเลี่ยงสีพีชนอกเสียจากว่าคุณต้องการที่จะโดนทิ้ง เพราะสีนี้เป็นสีที่จะเชื้อเชิญคนรักเข้ามาในชีวิต แต่มันไม่ช่วยให้คุณอยู่กับเขาได้นาน

3.     เอาของหนักออกไป
อุปกรณ์ออกกำลังกายทั้งหลายอันหนักอึ้งและคอมพิวเตอร์ จะหมายถึงงานหนักและการต้องเสียแรงในชีวิตรัก ทำให้ชีวิตรักมีแต่เรื่องหนักๆ อุปกรณ์เหล่านี้ไม่ควรวางไว้ในห้องนอน ถ้าคุณอยากให้ชีวิตรักของคุณเป็นเรื่องเบาๆ ต้องอย่าเอาเรื่องงานและเรื่องยิมมาอยู่ในห้องนอน

4.     เช็ควิวจากมุมที่นอน
เตียงของคุณไม่ควรหันหน้าไปทางหน้าต่างหรือประตู และต้องแน่ใจด้วยนะว่าฝั่งหัวเตียงของคุณเป็นผนังหรือมีหัวเตียงที่แน่นหนา จะช่วยให้อารมณ์มั่นคงขึ้น ไม่ทะเลาะกันจนกระทั่งเตียงหัก และถ้าอยากเพิ่มแรงปรารถนาให้แก่กันและกันแบบไฟติดพรึ่บพรั่บ ลองหาม่านลูกปัดมาแขวนที่ประตูห้องนอน และน่าจะมีแจกันใส่ดอกไม้สดๆ โดยเฉพาะดอกกล้วยไม้จะมีพลังเสริมทางเพศให้ไฟรักลุงโชน

เผยแพร่ใน: on มกราคม 30, 2007 at 9:05 am  ความเห็น (2)  

“วิชาโทรจิต” ของมนุษย์ต่างดาว

“วิชาโทรจิต”…ของมนุษย์ต่างดาว? ผลพลอยได้อย่างหนึ่งจากการปฎิบัติธรรมตามแนวทาง “พุทธศาสนา” ก็คือการค้นพบหลักการที่เกี่ยวของกับพลังงานรูปต่างๆ ที่มีความละเอียดสูงมาก จนยังไม่มีเครื่องมือใดๆ ในปัจจุบันจะสัมผัสวัดได้ รวมทั้ง “คลื่นกระแสจิต” ซึ่งมีความคมและละเอียดสูงสุด

“วิชาโทรจิต” เป็นความสามารถตามธรรมชาติที่แต่เดิมมีอยู่ในสิ่งมีชีวิตทั้งปวง โดยการใช้โทรจิตนี้ผู้ใช้จะสามารถถ่ายทอดความรู้สึก หรือสิ่งที่ตนรู้สึกในใจ ไปให้แก่สิ่งมีชีวิตอื่นได้ โดยต้องเป็นสภาวะแห่งจิตสำนึกที่ตื่นตัว หรือสภาวะที่ทำให้ใจเราเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับ “จิตสำนึกแห่งจักรวาล”
“โทรจิตจึงเป็นความรู้แห่งจักรวาลที่มีพรมแดนที่กว้างขวางยิ่ง”

หลักทฤษฎีโทรจิตที่ได้รับถ่ายทอดมานั้น มีอยู่ด้วนกัน 4 ข้อ คือ

1.จะต้องพิจารณาว่า “มหาสากลจักวาล” เป็นองค์แห่งจิตสำนึกอันหนึ่ง

2.สรรพสิ่งทั้งหลายรวมทั้งมนุษย์ที่ดำรงชีวิตอยู่ในมหาสากลจักรวาลนี้ล้วนเป็นร่างที่แบ่งภาคออกมาจากองค์แห่งจิตสำนึกอันนี้ทั้งสิ้น ฉะนั้นจึงเป็นเรื่อง
ธรรมดาที่มนุษย์แต่ละคนจะมีจิตสำนึกแห่งจักรวาลดำรงอยู่ในตัว

3.จิตสำนึกแห่งจักรวาลอันนี้เป็นทั้งพลังชิวิต เป็นทั้งปัญญา และเป็นความรู้ในสรรพสิ่งอีกด้วย

4.หากสามารถผนึกใจของตัวเองให้แนบแน่นเป็นหนึ่งเดียวกับจิตสำนึกอันนี้ได้ จิตสำนึกอันนี้ จะเป็นตัวจับและรับกระแสคลื่น ที่มาจากภายนอกพร้อมกับส่งต่อข่าวสารนั้นให้กับจิตของมนุษย์คนนั้น

ดังนั้น “ความคิด” ที่คนหนึ่งๆเปล่งออกมา จึงเป็นสิ่งที่ใครๆก็สามารถรับคลื่นความคิดนี้ได้ ถ้าคนๆนั้นเปิดเครื่องรับในร่างกายตนรับคลื่นนั้นๆเข้ามา

ในอีกด้านหนึ่ง ตัวจักรวาลหาใช่เป็นสิ่งที่เป็นศูนย์กลางของข้อมูลนั้นไม่ การกระทำของสรรพสิ่งต่างๆในจักรวาลต่างเป็นศูนย์กลางโดยตัวมันเองต่างหาก ที่กล่าวเช่นนั้นเพราะทุกสรรพสิ่งในจักรวาลถูกสร้างขึ้นมาโดยปฐมเหตุของจักรวาล ดังนั้น รังสีที่เปล่งออกมาจากการกระทำใดๆของสรรพสิ่งนั้นๆ จึงกระจายออกไปทั่วทุกทิศทุกทาง ด้วยเหตุผลเช่นนี้

เซลล์แต่ละอันในร่างกายมนุษย์ก็เป็นสิ่งที่สามารถปล่อยคลื่นความคิดออกมาได้เช่นกัน และในทางกลับกันคลื่นความคิดก็ย่อมสั่นสะเทือนเซลล์แต่ละอันในร่างกายตนเองได้ด้วย

ดังจะเห็นได้ว่าความเครียดที่สั่งสมนานๆ เป็นตัวการสำคัญอันหนึ่งที่ก่อให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บแก่มนุษย์ เพราะคลื่นความคิดเหล่านี้เข้าไปมีผลกระทบต่อร่างกายนั่นเอง การมีความคิดที่ดี แจ่มใสร่าเริง มองโลกในแง่ดี จึงเป็นสิ่งที่ขาดเสียมิได้สำหรับมนุษย์ บางครั้งเราจึงควรหลีกให้ห่างผู้คนที่ปล่อยคลื่นความคิดร้ายๆ ถ้าหากทำได้ จะได้ไม่ไปรับผลสะเทือนที่ไม่ดีของผู้คนเหล่านั้นเข้ามา…
[b]คลื่นความคิดที่ควรหลีกเลี่ยง
[/b]

1.สิ่งที่ต้องระวังมากที่สุดก็คือ การไม่ให้คลื่นความคิดจำพวก ความโลภ ความโกรธ ความหลง ความไร้สาระในเรื่องเล็กน้อย ความเกลียดชัง เหล่านี้ ไหลเขามาสู่ตัวเรา

2.พวกคลึ่นความคิดชั้นต่ำที่ถูกปล่อยออกมาจากดาวดวงอื่น ที่มีวิวัฒนาการล้าหลังกว่าโลกของเรา ก็เป็นคลื่นที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ

3.คลื่นความคิดที่ปล่อยออกมาจากความทรงจำของชาวโลกที่เคยอาศัยอยู่บนโลกในอดีต ส่วนใหญ่เป็นคลื่นความคิดที่แตกแยกไม่ปรองดองกัน และอกุศล
มักทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นวิญญาณของคนที่ตายไปแล้ว แต่ความจริงเป็นแค่คลื่นความคิดของผู้ตายที่ยังหลงเหลืออยู่ในอวกาศเท่านั้น

คลื่นความคิดที่ควรรับเข้ามา

1.พลังชีวิต (ปราณ) ของจักรวาลที่ไหลเข้ามา เป็นพลังภายในที่บริสุทธิ์ เป็นทั้งปัญญาแห่งจักรวาลภายในตัวด้วย สามารถแทรกซึมเข้าสู่ทุกสรรพสิ่งได้อย่างเสมอภาค ไม่ลำเอียง ปัญญาและความรู้ที่บริสุทธ์ จึงมักเข้าไปใกล้ผู้ที่ถ่อมตัวและมีจิตใจปิดกว้าง มากกว่าคนใจแคบ
มิใช่เพราะว่าปัญญาและความรู้ลำเอียง แต่เป็นเพราะคนที่ใจแคบนั้นมีความสามารถในการรับปราณหรือพลังจักรวาลน้อยกว่าคนใจกว้างต่างหาก

2.คลื่นความคิดจากรูปธรรมชั้นสูง ทั้งจากในโลกนี้และที่มาจากดาวดวงอื่นที่มีวิวัฒนาการทางจิตสูงกว่าโลกของเรา คลื่นความคิดนี้เปี่ยมไปด้วยความรักความหวังดี และเป็นประโยชน์ต่อชาวโลก

3.การสื่อสารไปมาระหว่างเซลหรืออะตอม จากสรรพสิ่งธรรมชาติรอบๆตัวเรา ด้วยภาษาร่วมหรือภาษาจักรวาลที่เป็นสากล

อนึ่งมีข้อห้ามพึงระวังในการฝึกโทรจิตก็คือ ผู้ฝึกจะต้องไม่ปล่อยคลื่นความคิดที่เป็นอกุศลใดๆ ออกมาเป็นอันขาด แต่จะต้องสร้างความรู้สึกที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวก้บสรรพสิ่งให้ได้
วิธีฝึกโทรจิตของ”อดัมสกี้”ที่เป็นรูปธรรม มีดังนี้ครับ…
ก่อนอื่นผู้ฝึกจะต้องตระหนักถึงปัจจัย 3 ประการในการฝึกโทรจิต คือ

หนึ่ง ในการสัมผัสคลื่นความคิดที่เข้ามาจากข้างนอก จะต้องไม่มีการแบ่งแยกเกิดขึ้นระหว่างใจของเรากับผู้ที่เราต้องการสื่อสารด้วย

สอง สรรพสิ่งล้วนมีชีวิต เซลล์แต่ละอันไม่เพียงแต่ให้พลังชีวิตเท่านั้นแต่ยังมีปัญญาดำรงอยู่ในตัวด้วย เซลล์แต่ละอันจึงสามารถรับข่าวสาร และปล่อยข่าวสาร ที่เป็นประสบการณ์ของตนออกไปได้

สาม ผู้ฝึกต้องควบคุมเซลล์ในร่างกายของตนโดยผ่านการตอบสนองของประสาทสัมผัสทั้ง 4 ในร่างกายของตน โดยทำให้อวัยวะแต่ละส่วน “เป็นกลาง” เสียก่อน

วิธีฝึก
1.ทดลองส่งโทรจิตระหว่างคนสองคน โดยเริ่มจากการอยู่ในห้องเดียวกันก่อน จากนั้นค่อยๆ เพิ่มระยะห่างระหว่างคนสองคนให้ไกลออกไปเรื่อยๆ
-โดยผู้ส่งจิตจะต้องวาดภาพ หรือจินตการภาพที่จะส่งออกไปขึ้นไว้ในใจก่อน แล้งลองส่งออกไป
-ส่วนผู้รับโทรจิตก็ต้องมีสมาธิคอยรับด้วยท่าทางและจิตใจที่ผ่อนคลาย ก่อนจะบอกคำตอบออกมา ถ้าทดลอง 5 ครั้ง แล้วตอบถูกเกิน 3 ครั้งขึ้นไปถือว่าใช้ได้

2.ทดลองรับคลื่นโทรจิตจากสี่งของใกล้ๆตัวของใครคนหนึ่ง เช่นทายราคาของสินค้าอันนั้น (เนื่องจากอะตอมของสิ่งของนั้น ได้รับข่าวสารจากผู้เป็นเจ้าของมาก่อนแล้ว) จะทายข้อความในจดหมาย หรือทายไพ่ก็ย่อมได้..

3.ฝึกโยนเหรียญ และออกคำสั่งให้เหรียญนั้นออก”หัว”หรือ”ก้อย” เมื่อตกลงพื้น โดยตอนออกคำสั่งนั้น ต้องแสดงความปรารถนาและจิตนาการให้ตัวเองแนบแน่นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับเหรียญเสียก่อน นอกจากฝึกกับเหรียญแล้ว ทดลองฝึกกับลูกเต๋าก็ได้..

4.ฝึกให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพื้นน้ำ หากมีโอกาสไปยืนที่สูงๆเหนือแม่น้ำ ทะเลสาบ บึง หรือเหนือทะเลกว้างๆ ลองจิตนาการให้ตัวเองแนบแน่นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับคลื่นน้ำ เราจะได้สัมผัสความรู้สึกที่เย็นสดชื่นยิ่งขึ้น

การพัฒนาความสามารถเชิงโทรจิตในตัวเรานั้น จำเป็นจะต้องฝึกฝนและฝึกฝน ๆ ๆ ในทำนองที่กล่าวมาแล้วข้างต้นนี้ หากมีใครทดลองฝึกแล้วยังไม่คืบหน้า นั่นย่อมแสดวว่า “อัตตา”(EGO) ของผู้ฝึกนั้นแรงไปนั่นเอง และปัจจัยความ เหนื่อยหน่าย เหนื่อยล้า และความเครียด อาจเป็นอุปสรรคของการฝึกโทรจิต

ต้องรู้จักผ่อนคลาย ให้เป็นเรื่องปกติธรรมชาติไปเองในที่สุด…

การใช้วัตถุธาตุ เพื่อสื่อพลังโทรจิต

ชาวแอตแลนติสในยุคราว 40.000 ปีก่อน ได้เคยสร้างปิรามิดเพื่อใช้สื่อสารกับพลังจักรวาล ยังได้ใช้ผลึกคริสตัลมีทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก เพื่อการติดต่อ (รับคลื่น-ส่งคลื่น) กับพลังจักรวาลและจิตสำนึกแห่งจักรวาลด้วยวิธีการดังนี้..

ในการรับคลื่นจิตวิญญาณระดับสูง ให้นำผลึกคริสตัลขนาดเล็ก มาวางเบี้องหน้าเราสองก้อน ให้ตัวเรานั่งอยู่บริเวณยอดสามเหลี่ยมของทรงปิรามิด (ให้ตัวเราเป็นผลึกคริสตัลก้อนที่สาม) จากนั้นใช้ลวดทองแดงหนึ่งเส้นพันรอบผลึกคริสตัน 3 รอบ ก่อนจะนำลวดทองแดงนั้นมาถือไว้ในมือทั้งสองข้าง ในท่าหลับตาเข้าสมาธิ..

จากนั้นให้เพ่งจิตและพลังทั้งหมดของเราไปยัง “ผู้ที่เราต้องการจะสื่อสารด้วย”

ในทางกลับกัน หากเราต้องการที่จะส่งคลื่นออกไป ข่าวสารของเราไปให้กับผู้ใด ก็ให้กระทำในรูปแบบตรงกันข้ามกับข้างต้น คือใช้สองมือเราแทนผลึกคริสตันสองก้อน (เป็นส่วนฐานของรูปสามเหลี่ยม) ในขณะที่ผลึกมีคริสตันเพียงหนึ่งก้อน มาเป็นปลายยอดของสามเหลี่ยมแทน (ตามรูป)

วัตถุธาตุเหล่านี้เป็นสื่อที่สามารถใช้ติดต่อระหว่างธาตุหยาบกับธาตุละเอียด หรือของมนุษย์กับเทวดา และรูปธรรมอื่นๆได้ เป็นเครื่องช่วยสื่อสารให้คมชัดขึ้น…(สมัยนั้นไม่มีโทรศัพท์ การโทรจิตจึงเป็นเรื่องที่แพร่หลายมาก)ข้อผิดพลาดของชาวแอตแลนติสในอดีต ส่วนใหญ่ก็ไม่ต่างไปจากข้อผิดพลาดของมนุษย์ในปัจจุบันหรอกครับ..คือพวกเขาไม่สามารถควบคุม “อัตตา”(EGO) ของเขาได้ จึงนำพลังอันมหาศาลที่อารยธรรมของเขาได้สร้างขึ้นมา ไปใช้ในทางที่ผิดๆ โดยเฉพาะสงคราม (ขุดหลุมฝังตัวเองแท้ๆ)

ตั้งแต่มนุษย์คิดค้นระเบิดปรมาณูขึ้นมาได้ และนำมาใช้เข่นฆ่าสังหารมนุษย์ด้วยกันเอง เป็นต้นมา จะว่าไปมนุษย์ในยุคนี้กำลังเจริญรอยตามจุดจบของชาวแอตแลนติสแทบทุกกระเบียดนิ้ว และถ้าหากข้อสัษฐานที่ว่าชาวแอตแลนติสมีเชี้อสายจากมนุษย์ต่างดาวเป็นจริง จึงไม่น่าแปลกที่ปรากฎการณ์จานบิน(UFO) จะมาปรากฎให้มนุษย์เห็นกันอย่างถี่ๆ นับแต่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา เพื่อมาเตือนภัยแก่มนุษย์เรา ว่ากำลังเดินไปในทางที่ผิดๆกันอยู่…

การใช้ประสาทสัมผัสจากจักรวาล

มนุษย์ต่างดาวถูกอบรมตั้งแต่เด็กให้เข้าใจในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างกาย กับจิต และการ “ควบคุมใจ” เพราะฉะนั้น “ใจแห่งอวัยวะสัมผัส” ของเขาจึงถูกยกระดับให้สูงส่งระดับเดียวกับ [color="blue"]“ใจของฟ้า” (ปฐมเหตุแห่งจักรวาล) ทำให้เซลล์ในร่างกายทั้งหมดของพวกเขาสามารถตอบสนองคำสั่งที่ใจสั่ง ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยเหตุนี้ร่างกายของเขาจึงแข็งแรง และมีอายุยืนยาวเกินกว่าที่ชาวโลกจะคาดคิดได้เช่นกัน..

ชาวโลกก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน หากแต่บุคคลผู้นั้นต้องมีจิตใจที่กระจ่าง เที่ยงธรรม มีชิวิตอยู่อย่างมีปณิธาน ศรัทธา ความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้า และมีความคิดในเชิงบวก เซลล์ในร่างกายก็จะตอบสนองต่อจิตใจบุคคลนั้นในทางบวกเช่นกัน ทั้งเรื่องสุขภาพร่างกายและจิตใจ ย่อมได้ผลเช่นเดียวกัน

แต่ชาวโลกส่วนใหญ่ไม่ตระหนักถึง จิตสำนึกนี้ กลับมีชิวิตโดยใช้แค่ “ใจ” หรือ “สิ่งรับรู้ในอารมณ์ทั้งหลาย “เท่านั้น ซึ่งผันผวนง่ายและแปรปรวนอย่างรุนแรง มาเป็นหลักของชิวิต ขณะที่มนุษย์ต่างดาวจะถือว่าจักรวาลเป็นองค์แห่งจิตสำนึก คือพระผู้สร้างหรือพระผู้เป็นเจ้า จึงพยายามประสานใจของตนให้สอดคล้องกับจิตสำนึกนี้…(คนที่นับถือพุทธะก็ยึดในหลักความเป็นหนึ่งเดียวกับ “ปฐมเหตุแห่งจักรวาล” ความหมายไม่แตกต่างกัน..)

กระแสคลื่นที่มนุษย์ต่างดาวปล่อยออกมา มีลักษณะเป็น “คลื่นความคิด” ซึ่งมีลักษณะคล้ายแสง ถ้ากระแสความคิดถูกส่งเป็นคลื่นออกไปแล้ว มันจะเคลื่อนที่ไปอย่างไม่มีขอบเขต จนกว่าจะถูกดูดซับหรือถูกขวางกั้นโดยสิ่งอื่น หรือวัตถุอื่น…เช่นเดียวกันกับ “คลื่นความคิดของมนุษย์” เป็นคลื่นที่ส่งผ่านไปในอวกาศได้เช่นกัน แต่ไม่ได้มีลักษณะเป็นเส้นตรงทิศทางเดียวเหมือนลูกกระสุนจากปากกระบอกปืน หากแต่มีลักษณะเหมือนรังสีที่เปล่งออกมาเป็นเส้นตรงในทุกๆทิศทาง และแผ่ขยายตัวโดยมีจุดศูนย์กลางอยู่จุดหนึ่ง….
การติดต่อกับผู้ขับขี่ยูเอฟโอ
http://www.eccentrix.com/members/4592010176/html/tact.html

เผยแพร่ใน: on มกราคม 30, 2007 at 8:09 am  ความเห็น (2)  

ทำนายคู่

ทำนายดูคู่สมพงษ์ 

วิธีดูตามหลักโหราศาสตร์ไทย 

เอาอายุย่าง ชาย หญิง รวมกัน แล้วเอาคูณด้วย 3 และนำมาหารด้วย 7 เช่น ชายอายุ 39 ปี หญิงอายุ 35 ปี 39 + 35 = 74 x 3 = 222 / 7 = เศษ 7 

เศษ 0 ดวงความรักสมหวัง ระวังปัญหาด้านนิสัยส่วนตัวจะทำให้แตกแยก แก้เคล็ด โดยการตักบาตรวันเกิด จะทำให้ชีวิตรักดีขึ้น 

เศษ 1 ชีวิตความรักราบรื่น แต่การสมรสไม่ราบรื่น มีบุคคลที่ 3 เป็นทุกข์ควรปล่อยหอยขม พ้นความขมขื่น เสริมให้ชีวิตราบรื่นขึ้น 

 เศษ 2 ชีวิตความรักร่วมทุกข์ร่วมสุข ควรถวายพระศรีศากยมนุเสริมดวง 

เศษ 3 ความรักมีปัญหา กรรมเก่าตัดรอน ควรถวายเทียนคู่เสริมดวงคู่จะดีขึ้น 

เศษ 4 คู่บุญ ร่ำรวย เสริมกัน หมั่นทำบุญใหญ่จะดีขึ้น 

เศษ 5 อธิษฐานมาเจอกัน ชีวิตช่วยกัน หมั่นห่มผ้าพระประธานจะดีขึ้น 

เศษ 6 พลัดพรากจึงได้กัน เป็นคู่มิตร ชีวิตต้องหมั่นกตัญญูต่อบิดามารดา 

เศษ 7 คู่ขัด ควรหมั่นทำบุญจากอดีตชาติ จะสมบูรณ์ให้หมั่นถวายเทียนคู่ชีวิตรักก็จะดีขึ้น 

เศษ 8 ดวงความรักเกิดจากอดีตชาติ จะสมบูรณ์ให้หมั่นถวายเทียนคู่ชีวิตรักก็จะดีขึ้น 

เศษ 9 ดวงความรักขัดแย้งกัน เนื่องจากวาจาและบุคคลที่ 3 แก้เคล็ด โดยการไปปล่อยปลาทั้งคู่ เหมือนกับปล่อยเคราะห์กรรมเรื่องความรักลงแม่น้ำ และความรักจะดีขึ้น (การที่จะเป็นคู่เช่นใด หากหมั่นปฏิบัติต่อกัน ด้วยความรัก และซื่อสัตย์ต่อกัน ทุกสิ่งจะดีขึ้น)

เผยแพร่ใน: on มกราคม 11, 2007 at 7:41 am  ความเห็น (3)  

ทำบุญ

การที่คุณจะได้คู่ที่สมพงศ์กันนั้น คุณต้องเคยทำบุญและสร้างกรรมร่วมกันมา คู่นั้นมีหลายประเภทดังนี้

1. คู่สร้างคู่สม เกิดจากกุศลที่ดีนำมาเจอกัน และอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขความเจริญ

2. คู่อุปถัมภ์ เกิดจากการเคยสร้างกุศลหนุนกันมา และอธิฐานจิตมาเจอกัน จึงเสริมดวงกัน

3. คู่มิตร เกิดจากการเป็นเพื่อนกันมา และมีวิถีชีวิตคล้ายกัน และช่วยเหลือกันมาจึงมาเป็นคู่กัน เป็นดั่งเพื่อน

4. คู่ศัตรู เกิดจากการเป็นศัตรูกันมา แล้วค่อยรักกันทั้งรักและทำลายกัน ..กลับไปด้านบน…

วิธีเสริมบุญคู่

คู่สร้างคู่สม

ถวายพระพุทธรูป เชื่อว่าทำให้เป็นน้ำหนึ่งอันเดียวกัน และให้คนกราบไหว้ โดยคุณบรรจุ ชื่อ – นามสกุล ของทั้งสองคนไว้ใต้ฐานพระ เพื่อเสริมชีวิตคู่ให้สมบูรณ์ วันที่ถวายให้ถวายวันเกิดสามี ข้างขึ้น 9 – 15 ค่ำ และจุดธูป 16 ดอก บอก 16 ชั้นฟ้า 15 ชั้นดิน ขอเสริมดวงคู่ จะทำให้ชีวิตดีขึ้น

คู่อุปถัมภ์ เกิดจากเคยอุปถัมภ์กันมา

วิธีเสริมดวงให้ถวายนีออนคู่ ถวายในวันเกิดคนใดคนหนึ่ง ข้างขึ้น 7 – 15 ค่ำ จะทำให้ชีวิตคู่สว่างขึ้นและอุปถัมภ์กัน

คู่มิตร

ให้ตักบาตรร่วมกัน ตักด้วยเทียนคู่ ส้มคู่ ตักบาตรในวันเกิดทั้งคู่ และขอพรหน้าพระให้ชีวิตรุ่งเรือง คู่ศัตรู ให้เขียนชื่อ – นามสกุล และวัน เดือน ปี เกิด ของทั้งคู่ ประกบติดกันไปไว้ใต้ฐานพระ หรือฐานเทพ และสวดขอพรทุกวันติดกัน เท่าอายุสามี ขอพรให้ดีขึ้น จะดีขึ้นบ้าง ยกเว้นมีวิบากกรรมมาก หมายเหตุ หากมีทุกข์ให้ถือศีล 5 ตลอดชีวิต แผ่เมตตาให้เจ้ากรรมนายเวรจะดีขึ้น

ดูคู่วาสนาตนเอง

1. กินเจ 1 วัน วันขึ้น 15 ค่ำ

2. จุดธูป 39 ดอก กลางแจ้งขอดูคู่วาสนาที่แท้จริง

3. นำน้ำเปล่าใส่ขันธ์ ท่วมฝ่ามือตนเอง

4. รับสัจจะว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง

5. เทียนหนัก 1 บาท 1 เล่ม ทำน้ำมนต์

6. บริกรรมหน้าพระ

7. สวดเท่าอายุตนเอง และนำมาล้างหน้าทำติดกัน 7 วัน จนกว่าจะฝันเห็น

คาถาดูคู่วาสนาตนเอง

(นำเทียนมาหยดในน้ำบริสุทธิ์ แล้วนำมาล้างหน้าจึงเข้านอน สวด 7 จบ ติดต่อกัน 7 วัน จะเห็นผลแล)

โอม เทวานัง มหาบุญญัง สะทะสุตวา ปุพเพสันนิวา

เล่นะ พระปัจจุบันนะ หิเตนะ วา เอวันตัง ชะยะเต เปมัง

อุปะสัง วะยะโส ชะยะเต เปมัง อุปะสัง วะยะโส ธะเก

จงปรากฏ โอม จงเห็น ในทันที โอมเห็น

อุปนิมิต คู่วาสนานิมิตตัง ยุวพลัง โหนตุ เพี้ยง ๆ

เผยแพร่ใน: on มกราคม 11, 2007 at 7:35 am  ให้ความเห็น  

hello LOVE

 love-screensaver_4.jpg

how can two people from the different family and may from the different culture can be  

met and fall in love…how…the answer is…..there’s no answer  

coz love can not be designed 

there are so many quote for love some say love is giving some say love is understanding  

some say love is forgiving 

but for me love is……….emptiness  

it’s not too hard to find true love…but it’s hard to keep the true love with u…….i love u

เผยแพร่ใน: on มกราคม 10, 2007 at 8:03 am  ความเห็น (15)  

เนื้อคู่

Photobucket - Video and Image Hosting

.. .. เนื้อคู่ .. ..

พระพุทธเจ้าตรัสว่า ถ้าหากคนจะอยู่ร่วมกันได้ ทั้งในชาตินี้
และก็ไปเจอกันในชาติหน้าด้วย ด้วยความเหมาะสมกันเนี่ย

หนึ่ง ต้องมี ศรัทธา เสมอกัน
สอง ต้องมี ศีล เสมอกัน
สาม ต้องมี จาคะ เสมอกัน
สี่ ต้องมี ปัญญา เสมอกัน

ตัว ศรัทธา นี่นะค่ะ คือ ตัวที่เชื่ออะไรเหมือน ๆ กัน
ส่วนเรื่องของ ศีล ก็คือ.. เหมือนคนตัวหอมเนี่ย
ก็จะไม่อยากอยู่กับคนตัวเหม็นใช่มั้ยค่ะ
และคนตัวเหม็น ก็มักจะหมั่นไส้คนตัวหอม อะไรแบบนี้ใช่มั้ย
เพราะฉะนั้น ถ้ามีศีลเสมอกันเนี่ย มันก็หอมเหมือนกัน ก็พึงพอใจกันและกัน

จาคะ คือการสละออก เรื่องการสละนี่ มีนัยลึกซึ้งหลายนัยนะค่ะ
แต่พูดง่าย ๆ ว่า ถ้าสมมติว่าผัวคิดทำบุญ เมียเกิดรู้สึกต่อต่อต้าน อย่างนี้ก็อยู่ด้วยกันไม่ได้
หรือว่าผัวอยากช่วยคน เมียบอกไปช่วยทำไม อย่างนี้ก็รู้สึกจะต้องเถียงกันแล้ว
ว่า เอ๊ย เอาเงินส่วนของเรา เอาเวลาส่วนของเรา เอาไปบริจาคให้คนอื่นทำไม มันก็เถียงกัน
แต่ถ้าชอบที่จะช่วยเหลือคนเหมือน ๆ กัน มันก็เกิดกิจกรรมร่วมกันได้ แล้วก็มีความสุขร่วมกัน

ส่วนข้อสุดท้ายคือ ปัญญา ปัญญานี่ก็มีทั้งปัญญาทางโลก และก็ทางธรรม
ถ้าปัญญาทางโลก ก็พูดง่าย ๆ ว่าใช้ภาษาเดียวกัน คุยด้วยภาษาเดียวกัน
และก็มีอัธยาศัยในการพูดคุยเรื่องทั่ว ๆ ไปเหมือนกัน
ส่วนปัญญาทางธรรม ก็หมายความว่า มีความรู้จักบุญ รู้จักบาปเหมือน ๆ กัน
เชื่อเรื่องบุญ เชื่อเรื่องบาป แล้วก็พร้อมที่จะประกอบแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์เหมือน ๆ กัน
ตรงนี้เนี่ย มันก็จะทำให้เกิดความกลมกลืน

สี่ข้อนี้นะครับ ศรัทธา ศีล จาคะ แล้วก็ ปัญญา
ถ้าหากว่าเสมอกัน หรือว่าอย่างน้อย ไปในทิศทางเดียวกันแล้ว
ก็จะเกิดความกลมกลืน แล้วก็ความรู้สึกเป็นสุขที่จะได้อยู่ด้วยกัน
แต่ถ้าหากว่าสี่ข้อนี้ไม่เสมอกันแล้ว โอกาสที่จะอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข ก็ดูจะเลือนราง
ซึ่งเราก็จะเห็นจากคู่ทั่ว ๆ ไป ที่ปรากฏอยู่ทุกวันนี้แหละ
แล้วก็ในอดีตด้วย แล้วก็ในอนาคตด้วย

บอกได้เลยว่า เรื่องของศรัทธา ศีล จาคะ แล้วก็ปัญญา ที่จะจูนให้เสมอกันได้
ต้องมาจากสิ่งเดียวเท่านั้นครับ คือศรัทธาในเรื่องเดียวกัน
พระพุทธเจ้าท่านถึงขึ้นด้วยศรัทธา
ถ้าเชื่อเรื่องเดียวกันซะแล้วเนี่ย โอกาสที่จะทำอะไรสอดคล้องกลมกลืนกัน
แล้วมีความสุขอยู่ด้วยกันทั้งชีวิต ก็เป็นไปได้

บางคนนะ ถึงกับบอกเลยว่า คือเขาวิเคราะห์กันมา บอกว่า
ธรรมชาติเนี่ย เหมือนกับดีไซน์ ออกแบบให้มนุษย์มาอยู่ด้วยกัน มาจับคู่กัน
แต่เสียดาย ที่ไม่ได้ออกแบบให้อยู่ด้วยกันได้
คือหมายความว่า ส่งมาแต่แรงดึงดูด ว่าจะต้องมาอยู่ด้วยกัน
แต่ว่าพอมาอยู่ด้วยกันแล้ว ไม่มีปัจจัยอะไรเกื้อกูลให้อยู่ด้วยกันได้ตลอดรอดฝั่ง
ตรงนี้เป็นเรื่องของการวิเคราะห์

แต่ถ้าสมมติว่าเขาได้มาศึกษาพุทธศาสนา แล้วดูให้มันจริง ๆ จัง ๆ อย่างลึกซึ้งว่า
สิ่งที่พระพุทธเจ้าสอน เรื่องศรัทธา เรื่องศีล เรื่องจาคะ เรื่องปัญญาเนี่ยนะ
มันจะทำให้เกิดความสุข เกิดความผูกมัด เกิดความป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
ตรงนี้เนี่ย ชาติหน้านะ ไม่ต้องหาคู่เลย คือจะได้ไปเจอกันแน่นอน
อันนี้คือสิ่งที่พระพุทธเจ้ายืนยันนะ เวลาคนไปถามท่านเนี่ย
ว่าทำยังไงถึงจะได้อยู่ด้วยกันตลอดรอดฝั่ง
ทั้งในชาตินี้ และก็ได้ไปเจอกันในชาติหน้า พระพุทธเจ้าตอบแบบนี้
ซึ่งถ้าหากว่าเราดูจากความเป็นจริงนะ เราก็จะเชื่อเลยว่า
เนี่ย มันเป็นหลักการที่ถูกต้องแล้ว เพราะว่าคนเราจะมีความสุข มันต้องมีเหตุ
คนเราจะรู้สึกว่ากลมกลืนหรือว่าอยากอยู่กับใครเนี่ย
มันไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ มันต้องมีความสมเหตุสมผลอยู่
ซึ่งก็นี่ ตรงนี้ล่ะค่ะ คือคำตอบที่ชัดเจนที่สุด

เผยแพร่ใน: on พฤศจิกายน 29, 2006 at 3:02 am  ความเห็น (1)  
Follow

Get every new post delivered to your Inbox.